สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงดำรงตำแหน่งสภายิกาสภากาชาดไทย เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๙๙ สืบต่อจากสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ปรากฏความในประกาศตั้งสภานายิกาสภากาชาดไทย ดังนี้
ทางด้านสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์
สภานายิกาสภากาชาดไทย
ศูนย์ราชการุณย์
พ.ศ. ๒๕๓๕ ในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริงพระชนมพรรษา ๕ รอบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทยได้มีพระราชดำริ ให้สภากาชาดไทยรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการช่วยเหลือ ผู้ลี้ภัยที่บ้านเขาล้าน
ศูนย์สภากาชาดไทย บ้านเขาล้าน จังหวัดตราด
พ.ศ. ๒๕๒๒ เกิดสงครามกลางเมืองในประเทศกัมพูชาชาวกัมพูชา จำนวนมากอพยพลี้ภัยเข้ามาทางชายแดน ของประเทศไทยหลายด้าน ได้แก่จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด ระหว่างที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แปรพระราชฐาน ไปประทับที่วังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
การสังคมสงเคราะห์โดยไม่เลือกบุคคลและโอกาส
งานสังคมสงเคราะห์เป็นงานที่จำกัดขอบเขตไม่ได้ จำกัดเวลาไม่ได้เป็นงานที่แทรกอยู่ทุกเรื่องทุกเวลาของชีวิต ความทุกข์ยากเกิดขึ้นแก่คนเราได้ในทุกวัยและไม่เลือกสถานการณ์ ไม่จำกัดว่าเป็นความทุข์ทางร่างกาย หรือจิตใจ จะมาจากโรคภัย อุบัติเหตุ ความยากจน หรือแม้แต่การประกอบอาชีพก็ได้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
พระมหากรุณาธิคุณแก่คนพิการ
ในสังคมนั้นมีทั้งคนที่มีร่างกายปกติสมบรูณ์และคนพิการต่าง ๆ เช่น ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ ขาด้วน แขนขาด เป็นต้น บางคนพิการมาแต่กำเนิด บางคนมาพิการภายหลังเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยคนพิการนั้น หากได้รับการส่งเสริมให้สามารถช่วยตนเองได้ ก็จะไม่เป็นภาระแก่ครอบครัวหรือสังคม
หมอหมู่บ้านและยาพระราชทาน
การรักษาสุขภาพและอาหารที่รับประทาน เป็นเรื่องที่ราษฏรยากจนในชนบท มักจะไม่ใคร่เห็นความสำคัญ ซึ่งอาจเนื่องมาจากความจำเป็น ที่ต้องคำนึงถึงความหิวโหยก่อนอื่น ราษฏรไม่ทราบว่ามีสารอาหาร บางอย่างเมื่อสะสมอยู่นานก็เป็นพิษภัยต่อร่างกาย ไม่รู้จักวิธีรักษาสุขภาพและอนามัย ด้านสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์
ในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรได้ทรงรับฉันทานุมัติ เป็นผู้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล ในพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์ มีความตอนหนึ่งว่า










