คนไทยทอผ้าใช้เองมาแต่โบราณ กล่าวได้ว่าทุกครัวเรือนรู้จักวีธีทอผ้าไว้ใช้เองแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ปลูกฝ้ายสำหรับทอผ้าฝ้าย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อนำเส้นไหมมาทอผ้าไหมเพื่อนำเส้นไหมมาทอผ้าไหม รู้จักย้อมสีผ้าจากพืชพรรณธรรมชาติ โดยใช้ดอกไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ ยางไม้ และเปลือกผลไม้มาย้อมผ้าให้เป็นสีต่าง ๆ
เพื่อการใช้งาน เช่น ย้อมให้มีสีดำหรือสีน้ำเงินสำหรับผ้าฝ้ายที่สวมใส่ในการทำสวนทำนา โดยย้อมด้วยผมมะเกลือ หรือใบและต้นคราม และย้อมให้มีสีสดใสด้วยก้านดอกกรรณิการ์ เปลือกมังคุด ใบฝรั่ง ขมิ้นชัน รู้จักทำเครื่องมือเครื่องใช้ในการทอผ้าเอง บ้านในชนบทซึ่งเป็นเรือนใต้ถุนสูงมักจะมีหูกทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้านเกือบทุกบ้าน รู้จักออกแบบประดิษฐ์ประดอยลวดลายและสีสันด้วยวิธี ยก จก ขิด และมัดหมี่ การสอดดินไหม ดิ้นเงิน ดิ้นทอง การต่อผ้าถุงหรือผ้าซิ่นด้วย ตีนจกให้สวยงาม และเหมาะกับการุน่งห่มในแต่ละโอกาส หน้าที่ในการทอผ้าจะเป็นหน้าที่หรืองานอดิเรกของผู้หญิง มีคำกล่าวไว้ว่า “พอหมดหน้านา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก” และเวลาในการทอผ้าที่สะดวกคือ “กลางคืนปั่น กลางวันทอ” เพราะการปั่นด้ายไม่ต้องอาศัยแสงสว่างมากนัก เนื่องจากสมัยโบราณโดยเฉพาะในชนบทไม่มีไฟฟ้า ส่วนการทอผ้าที่จะต้องพิถีพิถันกับสีและลวดลายจะต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ
การนำผ้าที่ทอด้วยมือมาตัดและเย็บนั้น แต่เดิมชาวบ้านทั่วไปยังไม่นิยม แต่จะทอผ้าเป็นผืนที่เรียกว่า”สี่เหลี่ยมผืนผ้า” มีความยาวมากกว่าความกว้าง ส่วนขนาดเล็กใหญ่ขึ้นอยู่กับการที่จะนำผ้านั้นมาใช้ ผ้าที่ใช้ “นุ่ง” จะมีขนาดโตกว่าผ้าที่จะใช้ “ห่ม” วิธีนำมานุ่งและห่ม ใช้วิธีผูก รัด มัด คาด หรือพาด เช่น ผูกชายพก พาดไหล่แบบห่มสไบ หรือคาดอก ซึ่งทุกวิธีสามารถขยับขยายให้แน่นหรือหลวมได้ไม่ตายตัว ผ้าแต่ละผืนจะใช้ได้นานมาก ไม่ว่าจะผอมหรืออ้วนขึ้น วิธีนุ่งกํนุ่งได้หลายแบบ เช่น นุ่งโจงกระเบน นุ่งป้าย นุ่งจีบ ผ้านุ่งของสตรีไทยในบางภาคจะทอด้วยผ้าถึงสามผืนสามชนิด นำมาต่อกันเพื่อให้เหมาะสมในการใช้สอย และความทนทาน เช่น ส่วนบนใช้ผ้าพื้นที่ค่อนข้างบางและนิ่ม เพื่อสะดวกสบายในการพันรอบเอว ส่วนกลางจะยกดอกและมีสีใดสีหนึ่งเพียงสีเดียว มีความหนามากกว่าส่วนบนเพราะเป็นช่วงที่ใช้นั่ง อาจเปรอะเปื้อนและเก่าขาดได้ง่าย ส่วนที่เชิงจะยกหรือจกหลายสี มีลวดลายเพื่อความสวยงาม
การนำผ้ามาตัดเย็บเป็นเสื้อนั้น หากดูจากภาพเขียนหรือภาพจิตรกรรมฝาผนัง จะเป็นว่าทหารและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีการสวมเสื้อที่ตัดแบบง่าย ๆ แขนกระบอก คอกลมหรือคอแหลม หรือมีเสื้อคลุมที่มีสาบปักด้วยดิ้นเงินหรือดิ้นทอง ส่วนสตรียังใช้วิธีนุ่งและหุ่ม แม้ว่าจะมีผ้าจากต่างประเทศมาขายบ้างแล้วก็ตาม
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการแต่งกายของคนไทย ได้มีพระราชดำรัสให้ข้าราชการสวมเสื้อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในสมัยนั้น นางแมคฟาร์แลนด์ สตรีในคณะมิชชันนารี ได้เข้ามาสอนงานหัตถกรรม โดยจัดตั้งโรงเรียนขึ้นที่จังหวัดเพชรบุรี และได้นำจักรเย็บผ้าเข้ามาสอนเย็บผ้าให้แก่เด็กผู้หญิง ซึ่งเป็นการตัดเย็บเสื้อแบบง่ายๆ สำหรับสวมใส่เอง เช่น แบบคอกระเช้า ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากเสด็จพระราชดำเนินไปสิงคโปร์ ชวา และยุโรปแล้ว ได้ทรงเปลี่ยนแปลงการแต่งกายของคนไทยให้ทันสมัยทัดเทียมกับชาวยุโรป การแต่งกายของสตรีในราชสำนักได้มีการประยุกต์แบบการแต่งกายของไทยผสมผสานกับแบบยุโรป เปลี่ยนจากการห่มสไบหรือผ้าแถบคาดอก เป็นสวมเสื้อที่ตัดเย็บด้วยผ้าลูกไม้ ผ้าไหม หรือผ้าแพรฝรั่งตัวเสื้อเป็นแบบคอตั้งติดคอ แขนพองที่เรียกว่าเสื้อแขนหมูแฮม เอวจีบ คาดเข็มขัด ส่วนผ้านุ่งยังนุ่งโจงกระเบนหรือนุ่งจีบ การแต่งกายของสตรีในราชสำนักมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ แต่สตรีชาวบ้านทั่วไปโดยเฉพาะสตรีในชนบท ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ในสมัยรัชกาลที่ ๖ สตรีในราชสำนักนิยมนุ่งซิ่น สวมเสื้อตัดเย็บด้วยผ้าลูกไม้จากยุโรป ตัวหลวมยาวในสมัยรัชกาลที่ ๗ สตรีในราชสำนักยังคงนุ่งซิ่น แต่เป็นซิ่นสั้นระดับคลุมเข่าหรือครึ่งน่อง สวมเสื้อทรงกระบอกตัวหลวมยาว
ในสมัยสงครามโบกครั้งที่สองและภายหลังสงคราม รัฐบาลในขณะนั้นได้รณรงค์อย่างจริงจังให้คนไทยแต่งกายแบบสากล ให้สตรีเลิกนุ่งโจงกระเบนและเปลี่ยนเป็นนุ่งกระโปรงแทน จะเป็นกระโปรงชุดติดกันหรือสองท่อนก็ได้ ใช้ผ้าที่ทอด้วยเครื่องจักรจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามสตรีไทยในชนบทยังทอผ้าและนุ่งห่มผ้าที่ทอเอง ส่วนสตรีในกรุงเทพฯและข้าราชการสตรีส่วนใหญ่เมื่อออกจากบ้านจะแต่งกายแบบสากลตามรัฐนิยม
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งทรงเป็นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาเอกอัครราชทูต ได้ตามเสด็จพระบิดาไปทรงศึกษาในต่างประเทศตั้งแต่พระชนมพรรษา ๑๓ พรรษา เมื่อเสด็จกลับมาประเทศไทยในฐานะพระคู่หมั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมพรรษา ๑๗ พรรษา เป็นสมัยที่คนไทยรับวัฒนธรรมการแต่งกายแบบสากลมาแล้วเต็มตัว แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะพระคู่หมั้นได้ทรงเลือกแต่งพระองค์ที่เหมาะสมเพื่อทรงรักษาวัฒนธรรมไทยไว้ พระฉายาลักษณ์ที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์เวลารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ตำหนักหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ซึ่งเป็นที่ประทับ ทรงพระภูษาซิ่นไหมบ้าง ซิ้นมัดหมี่บ้าง กล่าวได้ว่าทรงอนุรักษ์การแต่งกายแบบไทยมาตั้งแต่ครั้งนั้น ทั้งๆ ที่เพิ่งเสด็จกลับมาจากยุโรปในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ วังสระปทุม ทรงฉลองพระองค์แบบไทยสีงาช้าง รอบคอฉลองพระองค์ปักไหมทอง พระภูษายกทอง และในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงพระภูษายกทอง และทรงสะพัก ซึ่งทำให้คนไทยที่มุ่งมองแบบการแต่งกายไปข้างหน้าสู่สากล ได้เหลียวหลังกลับมาเห็นถึงความสวยงาม ความประณีตบรรจงคงคุณค่าของผ้าไทยและการแต่งกายแบบไทย ที่ได้ห่างหายไปจากสายตาและลบเลือนไปจากความนึกคิดมานาน
พ.ศ. ๒๕๐๓ เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปอย่างเป็นทางการ เพื่อทรงเจริญทางพระราชไมตรีเป็นเวลาหลายเดือน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้มีพระราชดำริว่า สตรีไทยในขณะนั้นไม่มีเครื่องแต่งกายที่เป็นชุดไทยเป็นชุดประจำชาติเหมือนสตรีชาติอื่นๆ เช่น สตรีอินเดีย มีเครื่องแต่งกายชุดส่าหรี สตรีญี่ปุ่นมีชุดกิโมโน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายนับเป็นเรื่องสำคัญ ได้ทรงศึกษาค้นคว้า ปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง “ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ” ความตอนหนึ่งว่า
“ในชั้นต้นข้าพเจ้าได้เชิญผู้ใหญ่หลายคนที่เคยไปอยู่ต่างประเทศ ในฐานะภริยาราชทูตมาสอนถามและปรึกษาเรื่องการแต่งกาย จากการสนทนาครั้งนั้น ข้าพเจ้าก็ได้ทราบว่าผู้ที่ได้รับเชิญไปในงานอุทยานสโมสรของราชสำนักเซนต์เจมส์เขาแต่งกายกันอย่างไรเวลาภริยาราชทูตเข้าพบประมุขของประเทศในงานใหญ่หรูหราแต่ละครั้งแต่งกายกันอย่างไร แต่แล้วผู้ให้การแนะนำของข้าพเจ้าต่างก็ลงความเห็นพ้องกันว่า พวกเขาไปในงานหรูหราเหล่านั้นในฐานะเป็นเพียงภริยาของทูตเท่านั้นเช่นเดียวกับภริยาทูตประเทศอื่นๆไม่ได้ดีเด่นไปกว่าภริยาทูตทั้งหลายแต่อย่างไร ‘ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จไปในตำแหน่งพระบรมราชินีนาถของไทย เป็นเฟิร์สต์เลดี้ของเมืองเรา และยังทรงเป็นผู้แทนของหญิงไทยทั้งชาติเพราะฉะนั้นเป็นเรื่องใหญ่...”
นอกจากจะทรง สอบถามจากผู้รู้และมีประสบการณ์แล้ว ได้ทรงศึกษาจากประวัติศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ปรากฎในพระราชนิพนธ์เล่มเดียวกันนี้อีกตอนหนึ่งว่า
“...ต่อมาข้าพเจ้าได้ให้ช่วยกันค้นหาพระรูปพระมเหสีของรัชกาลก่อนๆ ที่มีอยู่ในวังหลวงและของเจ้านายองค์อื่นๆ มาดู และได้พิจารณาเห็นว่า ถ้าจะนำมาใช้สมัยนี้ดูจะไม่เหมาะ เพราะเป็นแบบไทยประสมฝรั่ง มิได้เป็นชุดประจำชาติไทยเสียทีเดียว...”
ในที่สุดได้ตกลงพระราชหฤทัยว่า จะทรงใช้เครื่องแต่งกายทั้งแบบไทยและสากลตามโอกาสและตามสภาพดินฟ้าอากาศด้วย เพื่อความสะดวกและตามความเหมาะสม ชุดไทยที่ทรงครั้งนั้นเป็นที่มาของชุดไทยพระราชนิยม ได้ทรงศึกษาค้นคว้าเพื่อให้การออกแบบมีที่มาทางประวัติศาตร์และวัฒนธรรมไทยอย่างถูกต้อง ปรากฏในพระราชนิพนธ์อีกตอนหนึ่งว่า
“...สำหรับเครื่องแต่งกายชุดไทยซึ่งข้าพเจ้าได้กะไว้ว่าจะใช้เป็นแบบฉบับในการตามเสด็จครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ขอให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค ไปพบกับอาจารย์ใหญ่ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ไทย ให้ช่วยกันค้นคว้าเครื่องแต่งกายแบบไทยสมัยต่างๆ มาดูกัน แล้วให้อุไร ลืออำรุง ช่างตัดเสื้อที่ตัดให้ข้าพเจ้ามานานปี ช่วยเลือกแบบต่างๆ ที่ได้มาครั้งนั้นมาประสมประเสกันจนเกิดมีแบบเสื้อชุดไทยขึ้นหลายชุด แต่ละชุดเหมาะแก่โอกาสและสถานที่ โดยเฉพาะผ้าซิ่นและเสื้อแขนกระบอกทำด้วยผ้าไหมของเราเอง เป็นที่นิยมชมชอบของชาวต่างประเทศ เพราะเป็นแบบที่เรียบๆ ไม่ล้าสมัยง่ายๆ...”
ชุดไทยพระราชนิยมซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงในโอกาสโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปต่างประเทศครั้งนั้น ต่อมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการบริพารในพระองค์จัดแสดงขึ้นในงานฉลองครบรอบร้อยปีกาชาด ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๗ กับได้มีพระราชานุญาตให้จัดพิมพ์สมุดภาพ “หญิงไทย” เผยแพร่การแต่งกายชุดไทยพระราชนิยม มี ๕ ชุด คือ
ขุดไทยเรือนต้น
ผ้านุ่ง นุ่งแบบป้ายหน้า เย็บพอดีตัว ยาวจรดข้อเท้า จะใช้ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้ายกดอก ผ้าพื้นเมือง เช่น ผ้ามัดหมี่ หรือใช้ผ้าพื้นมีเชิง ส่วนผ้าซิ่นจะเป็นริ้วขวางหรือริ้วยาวก็ได้ตามความเหมาะสม หรือจะใช้ผ้าพื้นเรียบก็ได้
เสื้อ เป็นแบบสวมทับซิ่น คอกลมพอดีคอ ไม่มีขอบตั้ง ผ่าอกตลอดติดกระดุมแบบไทย ๕ เม็ด แขนสามส่วน กว้างพอสบาย ตัวเสื้อเข้ารูปพอดีตัวหรือหลวมจนเกือบเป็นตัวตรงก็ได้ ผ้าสำหรับชุดไทยเรือนต้น จะตัดด้วย ผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายก็ได้ สีเสื้อจะใช้สีตัดกับผ้านุ่ง สีเดียวกับผ้านุ่ง หรือถ้าผ้านุ่งเป็นผ้าพื้น เสื้อจะใช้เป็นผ้าดอกก็ได้
ชุดไทยเรือนต้นเป็นชุดที่ใช้ได้หลายโอกาส เช่น ใช้เป็นชุดลำลองใช้ในงานเลี้ยงที่ไม่เป็นพิธีการ ชุดนี้มีเค้าแบบของสตรีในชนทบใช้ในการทำงาน ที่ใช้ผ้าสีเข็มๆ เช่น สีดำ สีน้ำเงิน หากต้องการให้เป็นพิธีการก็สามารถใช้ผ้านุ่งเป็นผ้าไหม ผ้าไหมยกดอก ตกแต่งเครื่องประดับตามโอกาสอันควร เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ เข็ดกลัด แหวน และตุ้มหู
ชุดไทยจิตรลดา
เป็นชุดไทยสำหรับพิธีกลางวัน ใช้ในงานพิธีการมากกว่าชุดไทยเรือนต้น เช่น ใช้ในงานพิธีที่บุรุษแต่งเต็มยศ ต่อมามีผู้ใช้ในเวลากลางคืนด้วยโดยใช้ผ้าไหม ยกเงิน ยกทอง เป็นผ้านุ่ง
ผ้านุ่ง เป็นแบบป้ายหน้า ยาวจรดข้อเท้า ชนิดของผ้าขึ้นอยู่กับงานพิธีที่จะใช้
เสื้อ คอกลม มีขอบตั้ง แขนเสื้อยาวถึงข้อมือ ตัวเสื้อผ่าหน้าตลอด ติดกระดุมไทย ๕ เม็ด ตัวเสื้อเข้ารูป ปล่อยชายเสื้อไว้นอกผ้านุ่ง เครื่องประดับจะสวมสร้อยตัว สร้อยคอยาวหรือสั้นก็ได้ ผู้มีบรรดาศักดิ์จะสวมสายสะพายและติดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในงานพิธีการ
ชุดไทยอมรินทร์
เป็นชุดสำหรับงานพิธีตอนค่ำ งานเลี้ยงรับรอง หรืองานพระราชพิธีสวนสนามในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นชุดสำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์จะคาดเข็มขัด
ผ้านุ่ง เป็นแบบนุ่งป้าย ใช้ผ้ายกไหมที่มีทองแกมทั้งตัวหรือยกทองเฉพาะเชิง
เสื้อ คอกลม ไม่มีขอบตั้งหรือมีขอบตั้งก็ได้ สตรีผู้มีอายุและค่อนข้างท้วมจะใช้คอกลมกว้างเล็กน้อยก็ได้ แขนยาวจรดข้อมือ หรือจะให้เป็นแขนสามส่วนก็ได้ ความหรูหราของชุดนี้อยู่ที่ชนิดของผ้าไหมที่ใช้ และเครื่องประดับที่ตกแต่ง
ชุดไทยบรมพิมาน
เป็นชุดไทยสำหรับพิธีตอนค่ำ เช่น ในงานเลี้ยงรับรองตอนค่ำ ใช้เข็มขัดแบบไทยที่มีแบบและลวดลายประณีตสวยงาม ประดับเพชรนิลจินดามีค่าและมีสีสวยแสดงฝีมือของช่างทอง ช่างอัญมณี และเข้ากับผ้ายกได้อย่างงดงามยิ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีรูปร่างแบบบาง และเวลาอากาศเย็น เพราะกระชับพอดีตัว ปิดคอผิดแขนตลอด
ผ้านุ่ง นุ่งจีบมีชายพกเย็บตรึงพอดี ตัวยาวจรดข้อเท้า ปล่อยจีบตรงชายพอให้ก้าวเดินสะดวก ใช้ผ้ายกไหม ยกเงินหรือยกทองมีเชิงหรือยกเงินยกทองทั้งตัว คาดเข็มขัดแบบไทย และเครื่องประดับต่างๆ เช่น สร้อยอุบะ ตุ้มหู สร้อยข้อมือและแหวน
เสื้อ คอกลมติดคอ มีขอบตั้ง ปลายแขนแคบยาวถึงข้อมือ ตัวเสื้อพอดีตัว ผ่าหลัง แต่ให้แลดูแนเนี้ยน ชายเสื้อซ่อนเข้าไว้ในผ้านุ่ง หรือจะตัดเสื้อเย็บติดกับผ้านุ่งเป็นตัวเดียวกันก็ได้ หายแยกเป็นคนละชิ้น ผ้านุ่งสามารถนำไปใช้กับเสื้อแบบอื่นได้อีก
ชุดไทยจักรี
เป็นชุดไทยห่มสไบ เปิดไหล่ข้างหนึ่ง ใช้สำหรับงานกลางคืนที่อากาศไม่เย็บมากนัก
ผ้านุ่ง นุ่งจีบมีชายพก ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัว ใช้เข็มขัดไทยคาด
เสื้อ เป็นสไบ จะเย็บติดกับผ้านุ่งเป็นท่อนเดียวกัน หรือจะแยกต่างหาก็ได้ เปิดไหล่ข้างหนึ่ง ชายสไบคลุมไหล่ ทิ้งชายด้านหลัง ยาวตามสมควร ซึ่งหากให้ยาวถึงพื้นก็จะคล้ายชุดราตรีของชาวยุโรป การห่มสไบเป็นการแต่งกายของสตรีไทยมาแต่โบราณ สไบที่ห่มมีทั้งสไบแพร สไบปัก สไบกรองทองหรือสไบตาด ซึ่งโบราณถือกันว่าเป็นสไบที่งดงามมาก
ชุดไทยจักร หรือชุดสไบ เป็นชุดที่จะใส่เครื่องประดับของไทยได้อย่างครบชุด ทั้งเข็มขัด สร้อยตัว สร้อยข้อมือหรือกำไล พาหุรัดหรือกำไล ต้นแขน แหวน เข็มกลัด ตุ้มหู เกี้ยว หรือปิ่น
ชุดไทยพระราชนิยม ๕ แบบแรก เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เผยแพ่เพื่อสตรีไทยทั่วไปสามารถนำไปแต่งกายได้ ปรากฎว่าเป็นที่นิยมชมชอบอย่างแพร่หลาย และถือได้ว่าเป็นชุดประจำชาติไทย บางวงการได้ใช้เป็นเครื่องแบบเพื่อเผยแพร่ความเป็นไทย เช่น เป็นชุดพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ชุดพนักงานต้อนรับของโรงแรม ชุดผู้เชิญเหรียฐรางวัล หรือถือป้ายชี่อประเทศในการแข่งขันกีฬานานาชาติ สตรีไทยในหน่วยงานไทยที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ เช่น สถานเอกอัคราชทูต สำนักงานการพาณิชย์ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นิยมแต่งกายในงานเลี้ยงที่เป็นทางการ และในวงการประกวดนางงามสากลที่กำหนดให้ผู้เข้าประกวดแต่งกายชุดประจำชาติชุดหนึ่ง ผู้เข้าประกวดจากประเทศไทยจะแต่งกายชุดไทยพระราชนิยมด้วยความมั่นใจยิ่ง ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสร้างสรรค์ขึ้นอีก ๓ แบบได้แก่
ชุดไทยดุสิต
เป็นชุดสำหรับสตรีสวมสายสะพายในงานพระราชพิธีที่กำหนดให้แต่งกายเต็มยศตอนค่ำ หรือสำหรับเป็นชุดเจ้าสาวในงานเลี้ยงฉลดงสมรสหรือในงานเลี้ยงรับรองตอนค่ำซึ่งจะตกแต่งเครื่องประดับแบบไทยได้อย่างครบครัน
ผ้านุ่ง ใช้ผ้ายก นุ่งจีบมีชายพก คาดเข็มขัดไทย
เสื้อ คอกลมกว้างใช้ผ้าสีเดียวกับผ้านุ่ง ไม่มีแขน ปักด้วยไหม พลอยเลื่อม ไข่มุก ดิ้นเงิน ดิ้นทอง เสื้อจะตัดเป็นชุดติดกับผ้านุ่ง หรือจะแยกเป็น ๒ ชิ้นก็ได้
ชุดไทยจักรพรรดิ
เป็นชุดสำหรับสตรีในงานพิธีที่กำหนดให้แต่งกายเต็มยศตอนค่ำอีกแบบหนึ่ง
ผ้านุ่ง ใช้ผ้ายก นุ่งจีบ มีชายพก คาดเข็มขัดไทย
เสื้อ เป็นสไบ ๒ ชั้น ชั้นในเป็นสไบแพร หรือสไบอัดจีบ ชั้นนอกเป็นสไบห่มทับชั้นใน โดยให้เป็นสไบปัก สไบกรองทอง หรือสไบตาดผ้าสไบกับผ้านุ่งคนละสี
ชุดไทยศิวาลัย
เป็นชุดที่ใช้ในพิธีการ ใช้ได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน เหมาะกับเวลามีอากาศเย็น แต่งเครื่องประดับแบบไทย
ผ้านุ่ง ใช้ผ้ายก นุ่งแบบจีบ คาดเข็มขัด เย็บตรึงพอดีตัว
เสื้อ แขนยาว คอกลม ผ่าหลัง เย็บติดกับผ้านุ่ง หรือจะแยกจากกันก็ได้ ห่มผ้าสไบปักทับเสื้อ
ชุดไทยทั้ง ๘ แบบนี้ เป็นแบบมาตรฐานของชุดประจำชาติ ต่อมาได้มีการประยุกต์ เป็นชุดไทยๆ อีกหลายแบบ
ในเวลาต่อมา เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงฟื้นฟูงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของไทยให้กลับคืนมาเป็นงานศิลปาชีพ ชุดแต่งกายแบบไทยที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหม ได้เอื้อประโยชน์แก่ผลงานศิลปหัตถกรรมอื่นๆ เป็นอย่างดี เช่น กระเป๋าถือที่จักสานด้วยย่านลิเภา เครื่องประดับต่างๆ ที่เป็นงานฝีมือของช่างเงินช่างทองไทยซึ่งประณีตงดงาม นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ฟื้นฟูการทอผ้าพื้นบ้านภาคต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เช่น ภาคใต้ ซึ่งมีผ้าลายดอกพิกุล ลายดอกมะลิ ลายราชวัติ ภาคเหนือมีลายปักต่างๆ ของชาวไทยภูเขา ภาคอีสานมีผ้ามัดหมี่และผ้าขิดลายต่างๆ ทรงส่งเสริมการประกวดผ้าแบบโบราณที่ผลิตขึ้นใหม่ ทำให้การทอผ้าของไทยได้กลับฟื้นคืนมาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ชุดการแต่งกายแบบไทยที่ตัดเย็บจากผ้าไทยได้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าชุดไทยพระราชนิยมที่ทรงพระราชวิริยอุตสาหะศึกษาค้นคว้า สร้างสรรค์ และส่งเสริม เป็นจุดเริ่มต้น เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นพลังสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ให้นักออกแบบเสื้อผ้า คิดสร้างสรรค์ชุดไทยประยุกต์ที่สวยงาม แปลกตา มีวัฒนธรรมไทยเป็นที่พื้นฐานใช้ผ้าไหม แต่ใช้แทนชุดสากลได้อย่างสง่าภาคภูมิ
นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดนิทรรศการ และการเดินแบบแสดงเครื่องแต่งกายที่ใช้ผ้าไหม ทั้งผ้าไหม และผ้าฝ้าย ขึ้นในโอกาสต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศการทอผ้าของไทยที่ชาวชนบทเคยทอใช้เองภายในครัวเรือนได้กลายเป็นงานศิลปหัตถอุตสาหกรรมที่นำรายได้มาสู่ชนบท วัฒนธรรมการแต่งกายไทยได้งามโดดเด่นชัดเจน เป็นความพอใจและภูมิใจของผู้สวมใส่และผู้สร้างสรรค์ เมื่อสมาคมไหมโลกทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล หลุยส์ ปาสเตอร์ แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันเสาร์วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้ที่ได้รับเชิญมาร่วมงานซึ่งประกอบด้วยทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี นักธุรกิจ ทั้งชายไทยและชาวต่างประเทศ นักการเมือง และบุคคลสำคัญๆ ต่างแต่งกายในชุดผ้าไหมไทย วัฒนธรรมการแต่งกายของไทยได้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ชุดไทยพระราชนิยมเป็นสมบัติวัฒนธรรมที่ได้เจริญุรุ่งเรืองและจะยืนยงคงมั่นอยู่ตลอดไป
| ถัดไป > |
|---|










