“...กำลังเห่อพระที่นั่งวิมานเมฆนี่ เพราะว่าเป็นไม้สักทองทั้งหลัง... ทีแรกยังเป็นที่เก็บของเต็ม เป็นไม้สักทองทั้งหลัง ที่ญี่ปุ่นว่าใหญ่แล้วที่โบสถ์ไม้สักญี่ปุ่นที่ว่าใหญ่ที่สุดในโลกเป็นรองที่นี่...
ในมหามงคลสมัยที่จะสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์และพระบรมราชจักรีวงศ์ ๒๐๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสำรวจพบว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ ซึ่งเป็นพระที่นั่งสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลังยังอยู่ในสภาพดี มีภาพถ่ายฝีพระหัตถ์และศิลปวัตถุของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซ่อมรักษา เพื่อจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์เฉลิมพระกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าหัว และเป็นสมบัติวัฒนธรรมของชาติสืบไป สำนักพระราชวังได้รับสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการดำเนินการและประสานงานการซ่อมพระที่นั่งวิมานเมฆให้แล้วเสร็จเรียบร้อยเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดงาน “สองร้อยปีแห่งสายสัมพันธ์” สำหรับแขกชาวต่างประเทศที่จะมาร่วมงานมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดขึ้น ณ พระที่นั่งวิมารเมฆ ในวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๔
ก่อนถึงวันงานสองร้อยปีแห่งสายสัมพันธ์ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะนักข่าวหญิง สมาคมสตรีจังหวัดต่างๆ สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมจังหวัดต่างๆ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฯลฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ทรงเล่าพระราชทานว่า
“...เหตุที่ฉันขอพระราชทานซ่อมแล้วจะให้เป็นพิพิธภัณฑสถานส่วนพระองค์ เพราะว่าของของพระพุทธเจ้าหลวงนี่ท่านมีมากมายเหลือเกิน ที่เมื่อได้ไปต่างประเทศ ได้ไปดูตามพิพิธภัณฑสถานทั้งหลายจะเห็นได้ว่าของพระพุทธเจ้าหลวงนี่ไม่แพ้เลย แสดงว่าท่านไม่ใช่สักแต่ว่ามีเงินซื้อของ ท่านรู้ด้วยว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี คือทรงทราบถึงคุณภาพ แล้วก็คุณค่า แล้วก็รสนิยมของชาวต่างประเทศด้วยเหตุฉะนั้น คิดว่าการที่เมืองไทยไม่ต้องเป็นเมืองขึ้นนี่ เห็นจะเป็นทางด้านจิตวิทยาอย่างหนึ่ง เพราะคนเรานี่สามารถพูดกับชาติอื่นเข้าใจในความคิดเดียวกันกับเขา แล้วก็รู้จักวัฒนธรรมประเพณีที่เขาถือว่าเหนือ นี่ถึงเราจะผิวเหลือง แต่เราก็พูดภาษาเขาได้ แล้วก็รู้ว่าดนตรีของเขานี่อะไรเป็นอะไร แล้วก็รู้ถึงศิลปะต่างๆ การวาดเขียนการปั้นนี่ การรู้เท่าทันกันทำให้เป็นการยากสำหรับชาติที่เจริญที่จะยึดครอง แล้วอ้างว่าเพราะว่าสงสารประชาชนต้องล้าหลังอะไรอย่างนี้คิดว่าอันนี้สำคัญ จะเห็นได้ว่า จะมีจดหมายเหตุของเจ้าชายสวีเดน พระราชโอรสของคิงของสวีเดนมาที่เมืองไทยนี่ แล้วมาเห็นมาได้เฝ้าพระพุทธเจ้าหลวง บอกว่าทีแรกก็นึกว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินผิวเหลืออะไรธรรมดา แต่มาพบมาเห็นแล้วว่า รู้จักคือการรับรองของฝรั่ง เรียกประเพณีของเขานี่รู้จักหมด คือเท่าเทียมแล้วทันกันเขาก็เลยรู้สึกว่าชื่นชม ทีนี่ตอนนี้อีกนะ ตอนนี้ต่างประเทศนิยมไม้มาก เพราะว่าไม้นี่หายากเข้าทุกที แล้วนี่เป็นไม้สักซึ่งเป็นผลผลิตในเมืองไทยแท้ๆ เป็นของไทยแท้ๆ แล้วใหญ่เป็นที่หนึ่งของโลก ใหญ่มากทีเดียว เพราะว่าไม่เคยเห็นพิพิธภัณฑ์หรือตึกอะไรที่ไหนที่รับเสด็จที่จะเป็นไม้ทั้งหลัง แล้วที่ใหญ่โดมโหฬารอย่างนี้ ก็คิดว่าอาจจะนำเงินเข้ามาสู่ประเทศได้
โบสถ์ไม้ไม้สักญี่ปุ่นใหญ่ที่สุดในโลกที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถรับสั่งถึง คือ วิหารวัดโทไดจิ เมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น เป็นอาคารไม้สูง ๑๕๗ ฟุต วิหารด้านหน้ากว้าง ๑๘๘ ฟุต ด้านข้างกว้าง ๑๖๖ ฟุต สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๒๘๘ ภายในประดิษฐานพระไวโรจนะพุทธเจ้าสำริดปางสมาธิ สูง ๕๓ ฟุตครึ่ง
ถ้าเทียบกันแล้วพระที่นั่งวิมานเมฆได้เปรียบในด้านความยาว และ วิหารของญี่ปุ่นได้เปรียบในด้านความสูง
เริ่มต้นที่วังสวนดุสิต
หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากประพาสทวีปยุโรปใน พ.ศ. ๒๔๔๐ แล้ว ทรงพระราชดำริว่าในฤดูร้อน พระบรมมหาราชวังร้อนจัดเพราะมีตึกบังอยู่โดยรอบ ลมเดินไม่สะดวกกอปรด้วยพระองค์มีพระราชอัธยาศัยโปรดทรงพระดำเนิน ในระยะทางที่พอสมควรแก่พระกำลัง เป็นที่ทรงสบาย ถ้าประทับอยู่บนพระที่นั่ง ไม่ได้ทรงพระดำเนิน ก็ไม่ใคร่ทรงสบาย ทำให้ต้องเสด็จประพาสหัวเมืองเพื่อให้ทรงสำราญพระราชอิริยาบถเนืองๆ จึงทรงพระราชดำรจะให้มีที่ประทับพักร้อน และทรงพระดำเนินในกรุงเทพฯ ให้เป็นการสะดวกได้ตามพระราชประสงค์ทุกเมื่อ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ซื้อที่สวนและท้องทุ่งนา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมกับคลองสามเสน ด้านตะวันออกจดทางรถไฟ ด้วยเงินพระคลังข้างที่ซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ได้เสด็จทอดพระเนตรสถานที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๑ แล้วโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตัดถนน ขุดคลอง ทำสะพาน และสร้างพระราชอุทยาน ปลูกไม้ดอก ไม้ผล ไม้ยืนต้น และสร้างพลับพลาที่ประทับแรม ตลอดจนอาคารสถานที่ต่างๆ แล้วพระราชทานนามว่า “สวนดุสิต” และโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกชื่อประทับว่า “วังสวนดุสิต”
การสร้างวังสวนดุสิตเป็นการขยายพระนครออกไปด้วย โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตัดถนนราชดำเนินจากพระบรมมหาราชวังไปจดสวนดุสิต แล้วปลูกต้นไม้ตามแนวถนนให้ความร่มรื่นแก่ประชาชนผู้สัญจรไปมา เมื่อสวนดุสิตสามารถติดต่อกับภายในพระนครได้สะดวก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรม ณ วังสวนดุสิตเนืองๆ
จากมันธาตุรัตนโรจน์มาเป็นวิมานเมฆ
เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลยตะวันออก ได้ทอดพระเนตรเห็น พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ซึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นที่พระราชวังจะฑาธุชราชฐานบนเกาะสีชัง มาตั้งแต่วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๕ เพื่อเป็นที่ประทับ แต่ไม่ทันเสด็จก็เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ แล้วฝรั่งเศสยึดจันทบุรีไว้ การสร้างจึงชะงักไป และพระองค์มิได้เสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลยแถบนี้อีก จนถึงครั้งนี้ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชโยธาเทพ (กร หงสกุล) เป็นนายงาย จัดการรื้อพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์จากเกาะสีชังมาสร้างในสวนดุสิต ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ พระราชทานนามใหม่ว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ
พระที่นั่งวิมานเมฆนี้ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ สร้างด้วยไม้สักทองทั้งองค์ เป็นอาคารยาวสองแฉกตั้งฉากกันด้านหนึ่งขนานกับอ่างหยกทางทิศใต้ อีกด้านหนึ่งขนานกับคลองร่องไม้ หอมทางทิศตะวันออก แต่ละด้านยาว ๖๐ เมตร เป็นอาคารสองชั้นยกพื้นสูง เว้นแต่ตอนที่ประทับซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกว่า “แปดเหลี่ยม” สร้างเป็นสามชั้น ชั้นที่อยู่ติดดินก่ออิฐถือปูน ส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไปเป็นเรือนไม้ทั้งสิ้น มีห้องทั้งหมด ๓๑ ห้องไม่รวมระเบียง ลักษณะเป็นห้องชุด มีประตูติดต่อถึงกัน แต่ละห้องมีอัฒจันทร์ขึ้นลงระหว่างชั้นไม่ปะปนกัน ส่วนกว้างที่สุดของพระที่นั่งวัดได้ ๓๕ เมตร ส่วนกว้างทั่วไป ๑๕ เมตร ส่วนสูงวัดถึงเพดานชั้นสามสูง ๒๐ เมตร วัดถึงยอดปลายแหลมของหลังคาพระที่นั่งได้ ๒๕ เมตร
พระที่นั่งวิมานเมฆคล้ายกับตั้งอยู่กลางเกาะมีน้ำล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ด้านตะวันออกมีคลองร่องไม้หอม ด้านใต้เป็นอ่างหยก ทิศตะวันตกเป็นคลองรางเงิน และมีคลองแผ่นกระจกอยู่ทางทิศเหนือ ศาสตราจารย์หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี อธิบายรูปแบบสถาปัตยกรรมพระที่นั่งวิมานเมฆไว้ในหนังสือ “มรดกสถาปัตยกรรมกรุงรัตนโกสินทร์” ว่า
“ลักษณะเด่นของพระที่นั่งองค์นี้คือ เป็นพระที่นั่งไม้สักหลังเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีการประดับไม้ฉลุลายที่ชายคา มีบันไดเวียนทำด้วยไม้สักทั้งโครงสร้างและตัวบันได อีกทั้งมีขนาดใหญ่กว่าบันไดเวียนที่สร้างในรัชกาลนี้โดยทั่วไป ซึ่งบันไดเวียนนี้เป็นลักษณะเด่นประจำรัชกาลที่ว่าได้”
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ พร้อมด้วยพระมเหสี พระสนมเอก และพระราชธิดาหลายพระองค์ ใน พ.ศ. ๒๔๔๔ ต่อมา เมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้าง พระที่นั่งอัมพรสถาน เสร็จใจ พ.ศ. ๒๔๔๙ แล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่พระที่นั่งองค์ใหม่จนสวรรคตใน พ.ศ. ๒๔๕๓
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายา มาประทับ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ ราว พ.ศ. ๒๔๖๘ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตไปปีนั้น สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีทรงย้ายไปประทับที่พระตำหนักในสวนหงส์พระราชวังดุสิตตั้งแต่นั้นมาพระที่นั่งวิมานเมฆก็ไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับของเจ้านายพระองค์ใดอีก ได้แต่ปิดร้าง ใช้เป็นที่เก็บรักษาพัสดุของสำนักพระราชวังเท่านั้น
พิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระที่นั่งวิมานเมฆปิดร้างมาเป็นเวลากว่าห้าสิบปี เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้รับพระบรมราชานุญาตให้ซ่อมพระที่นั่งองค์นี้เป็น “พิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงคัดเลือกสิ่งของสำหรับจัดแสดงตามห้องต่างๆ ด้วยพระองค์เอง โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ขนย้ายศิลปวัตถุโบราณ เครื่องตกแต่งพระที่นั่งสมัยรัชกาลที่ ๕ ตลอดจนสิ่งของทรงใช้ประจำวัน และบรรดาของที่ระลึกจากต่างประเทศที่ทรงสะสมไว้ มาตกแต่งและจัดแสดงตามห้องต่างๆ และโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเทนรัตนราชสุดาฯ สยามบรมรากุมารี รับพระราชภาระในการอำนวจการค้นคว้าจัดหาเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนศิลปวัตถุชิ้นสำคัญ พร้อมพระราชประวัติและประวัติความเป็นมาของโบราณวัตถุล้ำค่าทุกชิ้น นำมาจัดแสดงให้มีบรรยากาศใกล้เคียงกับของเดิมในอดีต รอบบริเวณพระที่นั่งวิมานเมฆก็จัดภูมิสถาปัตย์ให้สวยงามร่มรื่น และอนุรักษ์พรรณไม้ดั้งเดิมไว้ด้วย
พระที่นั่งวิมานเมฆมีระเบียบให้เดินชมห้องต่างๆ ได้ทุกชั้น ชั้นที่หนึ่งด้านตะวันออกมีห้องจัดแสดงเครื่องเงินแบบต่างๆ ห้องโค้งด้านใต้จัดแสดงเครื่องลายครามชุดอักษาพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. ที่ห้องสั่งทำจากเมืองจีน ถัดไปเป็นห้องจัดแสดงเครื่องโลหะหล่อสำริด และรูปลำลองเรือรบโบราณแบบต่างๆ ห้องจัดแสดงเขาสัตว์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสะสมไว้มีทั้งเขาวัวแดง วัวกระทิง วัวบ้าน กวาง เก้ง ละมั่ง งาช้าง นอแรด จากนั้นเป็นห้องดาบ มีดาบทหารมหาดเล็ก ดาบตำรวจวัง และคาบไทย ห้องด้านตะวันตกเป็นห้องแปดเหลี่ยม จัดแสดงเครื่องกระเบี้องจากเดนมาร์ก เยอรมณี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อิตาลี และชุดชา ๗ สีใช้ตามวันจากอังกฤษ
ห้องโป่งชั้นแรกทางทิศตะวันออก มีเปียโนหลังใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกลางห้อง ด้านขวาของเปียโนแกะสลักเป็นพระราชลัญจกประจำแผ่นดิน ห้องใหญ่ด้านหลังห้องโป่งมีพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และตู้แสดงเครื่องเงินตั้งรายอยู่ตามผนังห้อง ถัดไปเป็นห้องแสดงเครื่องถมแบบต่างๆ และหมู่ห้องสีชมพู ด้านเหนือ มี ๔ ห้อง จัดแสดงเป็นห้องไทย ประกอบด้วยพระแท่นบรรทม พระภูษา และชุดเครื่องเสวยคาวหวาน
ชั้นที่สอง มีห้องโป่งเป็นท้องพระโรงของพระที่นั่งวิมานเมฆมีพระบรมสาทิสลักษณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง มีพระราชอาสน์อยู่ด้านหน้า ด้านข้างมีกล่องมโหระทึก และตู้แสดงเครื่องถมทอง ห้องด้านหลังทอ้งพระโรง มีตู้แสดงเครื่องกระเบี้อง และเครื่องชาชุดจักรีทั้งหมด ๗ สี ทรงสั่งทำจากฝรั่งเศส ตู้แสดงเครื่องเบญจรงค์ ตู้จัดแสดงเครื่องงาชิ้นเล็กๆ และตู้จัดแสดงเครื่องเล่นชิ้นเล็กๆ ทำด้วยวัสดุต่างๆ ฯลฯ ที่นิยมสะสมกันมากในสมัยนั้น
ด้านทิศใต้ของพระที่นั่งวิมานเมฆ มีห้องมหัคฆภัณฑฺ ห้องจีน ห้องเบ็ดเตล็ด ห้องเสวยพระกระยาหาร ห้องทรงพระอักษรใหญ่ ห้องเครื่องแก้ว ศิลปวัตถุที่จัดแสดงอยู่ตามห้องต่างๆ นี้ ล้วนงดงามและทรงคุณค่าอย่างสูง ตัวอย่างเช่น เครื่องลายครามในห้องจีนซี่งมีขนาดเล็ก เป็นเครื่องลายครามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกซื้อมาจากยุโรป เพราะขณะนั้นฝรั่งและจีนกำลังนิยมเล่นเครื่องสี แต่ไทยเรานิยมเครื่องลายครามเก่า ดังที่ทรงเล่าไว้ในพระราชนิพนธ์ “ไกลบ้าน” ว่า
“ซื้อเครื่องลายครามได้เป็นอันมาก เก่าๆ ดีๆ ประหลาดที่เขาตั้งราคาชิ้นโตๆ ถ้าชิ้นคู่ฤาพื้นคราม ไม่ว่าผิดฝาฤาขาดฝาเรียกราคาแพงถ้าเป็นชิ้นเล็กๆ เช่น ชามจาน ไม่ว่าดีว่าเลวราคาอยู่ใน ๓๐ ชิลลิงปอนด์หนึ่ง ช่างเพลิดเพลินใจเสียนี่กระไร ถ้าของมีหลายชิ้นราคาเพียง ๓ บาท ๔ บาท ประหลาดที่ทำไมของเก่าๆ เราซื้อทางตะวันออกแพงเหลือเกิน...”
และเมื่อทรงซื้อเครื่องลายครามจากเบอร์ลิน ได้ทรงเล่าว่า
“ดุ๊กไปได้เครื่องลายครามมาอีกมาก ตั้งในโฮเตลออกครึดไป เห็นเข้าตกใจว่าทำไมที่นี่ถึงได้มีเครื่องลายครามมาก ล้วนแต่เก่งๆ แป๊ะเต๋งก็มีขาวก็มีไม่ได้การเครื่องลายครามมาเมืองฝรั่งเสียมากแล้ว ซ้ำไม่มีใครรู้จักดีรู้จักชั่วด้วย ที่ดุ๊กซื้อนั้นไปซื้อเลหลังได้ประมาณสักสามร้อยชิ้น
ในกระบวนเครื่องเงินเครื่องทองงดงามล้ำค่าที่ทรงสะสม มีหีบพระศรีทองคำลงยาขนาดต่างๆ กล่องพระศรีทองคำสลักลาย หีบพระโอสถทองคำ ขวดยานัตถุ์ลงยา ตลับทองคำลงยาฝีมือ “ฟาร์แบร์เช่” ช่างทองชาวรัสเซีย กระปุกหมึก ฯลฯ สำหรับ เครื่องแก้วเจียระไน หลายชุดเป็นของใช้ส่วนพระองค์ มีชุดสรงพระพักตร์ ชุดเครื่องเสวย ชุดเครื่องพระสำอาง แจกัน โถ เครื่องพระสำอาง ขวดพระสุคนธ์ ฯลฯ
ศิลปวัตถุอีกประเภทหนึ่งที่งดงามล้ำค่าและนิยมสะสมกันในสมัยนั้นคือ ตลับงา มีหลายรูปแบบ ล้วนประณีตคล้ายของจริง เช่น ตลับทรงลูกพลับ มะพร้าว หมากดิบ ลูกรอก จาวตาล กลอง เงินพดด้วง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีกล้องยาสูบทำจากดินขาว เรียกว่า กล้องเมียร์ชอม ธารพระกรแบบต่างๆ ทำด้วยไม้แก้ว ไม้ไผ่ ไม้เหลาชะโอน ฯลฯ
ชั้นที่สาม ของพระที่นั่งวิมานเมฆด้านตะวันตก เป็นห้องแปดเหลี่ยมจัดเป็นหมู่ห้องพระบรรทมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเข้าอยู่หัว มีห้องทรงงาน ห้องแต่งพระองค์ และห้องสรง
เมื่องาน “ สองร้อยปีสายสัมพันธ์” ใน พ.ศ. ๒๕๒๕ ผ่านไปแล้วสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หลายครั้ง ปรากฎว่า ได้รับความสนใจเป็นอันมาก ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้นมา พระที่นั่งวิมานเมฆเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ที่นักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างประเทศและนักเรียน นักศึกษา เข้าชมวันละหลายร้อยคน
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|


