สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สนพระราชหฤทัยศึกษาหาความรู้วิชาการด้านต่างๆ มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ไม่ว่าจะเป็น วรรณคดีไทย ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรมประเพณี ฯลฯ ด้วยมีพระอุปนิสัยรักการอ่านหนังสืออย่างมาก ซึ่งพระอุปนิสัยนี้ได้ถ่ายทอดมายังพระราชโอรสพระราชธิดาทุกพระองค์
นอกจากจะโปรดการอ่านแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงสนับสนุนให้พระราชโอรส พระราชธิดา เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ซึ่งเป็นแหล่งรวมควารู้ด้านประวัติศาตร์และโบราณคดี ถ้าไม่ทรงมีเวลาพอไปเอง ก็จะทรงขอให้ผู้ที่ไว้วางพระราชหฤทัยช่วยพาไป เช่น พระเจ้าวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิส ดิสกุล และนายภาวาส บุนนาค ทุกท่านล้วนแต่รอบรู้และเชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณคดี และวัฒนธรรมไทย มีพระราชเสาวนีย์ให้แต่งเนื้อและทำนองเพลงประเภทส่งเสริมให้เกิดความรักชาติ รำลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษ และชาติบ้านเมืองหลายเพลง พระราชทานแนวคิดของเพลงแต่ละเพลงและโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นักร้องที่มีเสียงมาตรฐานขับร้องและบันทึกเสียงถวาย นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการแสดงแบบเครื่องแต่งกายไทยสมัยต่างๆ ในประวัติศาสตร์ และวรรณคดี โดยใช้พระราชประวัติของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า และประวัติวีรสตรีไทยเป็นสื่อการแสดงประกอบเครื่องแต่งกายไทยในแต่ละสมัย
ส่วนการละครนั้นโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดแสดงละครอิงประวัติศาสตร์หลายเรื่อง เพื่อเตือนใจให้รำลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษไทยที่รักษาแผ่นดินให้ชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อให้คนไทยทุกคนร่วมกันปกป้องรักษาและพัฒนาประเทศชาติให้เจริ.ก้าวหน้าสืบไป บทละครอิงประวัติศาสตร์เหล่านี้ เน้นการสื่อให้เกิดความรักชาติ ความภาคภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย และรำลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษ มากกว่าความสมจริงทางประวัติศาสตร์
แนวพระราชดำเนินในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เป็นส่วนผลักดันให้เกิดการสร้างละครและภาพยตร์อิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เช่น ละครเรื่องนางเสือง ศรีธรรมมาโศกราช สมเด็จพระนเรศวร มหาราช และ พระสุพรรณกัลยา ซึ่งนายสมภพ จันทรประภา เขียนบทและกำกับการแสดง รวมทั้งภาพยนตร์ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากเรื่อง สุริยโยไท ที่หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล กำกับการแสดงละครและภาพยนตร์ อิงประวัติศาสตร์ เหล่านี้แสดงถึงพระราชประวัติและวีรกรรมของวีระกษัตริย์นักรบและวีรสตรีของไทยสมัยอยุธยา เพื่อให้ประชาชนชาวไทยภาคภูมิใจในความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ และคนไทยทุกหมู่เหล่าในสมัยอยุธยาที่รักษาเอกราชและอธิปไตยของแผ่นดินไทยด้วยเลือดเนื้อและชีวิต
“เมื่อสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นที่สวนดุสิตแล้ว ทรงย้ายมาประทับแรมที่พระที่นั่งวิมานเมฆวันจันทร์เป็นวันประชุมเสนาบดีที่พระที่นั่งวิมานเมฆก่อนเวลาประชุมบางทีก็มีการออกขุนนางที่พระที่นั่งอภิเศกดุสิต ทรงพระดำเนินทักทายปฏิสันถารทั่วกัน เมื่อสร้างพระที่นั่งอัมพรสถานแล้วก็ย้ายมาประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน ที่ประชุมที่พระที่นั่งนี้ด้วยจนตลอดรัชกาล”
เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวมหาราชและสมเด็จพระสุริโยทัย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บูรณะพระเจดีย์ศรีสุริโยทัยที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงสร้างไว้เป็นอนุสรณ์ ณ สถานที่ถวายพระเพลิงพระศพที่วัดสวนหลวงสบสวรรค์ ซึ่งอยู่บนเกาะเมอง ปัจจุบันอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามวัดกษัตราธิราช และโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระสุริโยทัยที่ทุ่งมะขามหย่อง พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จ พระนเรศวรมหาราชที่ทุ่งภูเขาทอง เพื่อให้เหล่าพสกนิกรได้ถวายบังคัมและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย
สมเด็จพระสุริโยทัยทรงเป็นพระอัครมเหสีในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงศรีอยุธยา เสด็จขึ้นครองราชย์เพื่อพุทธศักราช ๒๐๙๐ ในปีนี้เองที่พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ กษัตริย์พม่าได้หาเหตุขอช้างเผือกที่มาสู่พระบารมีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเมื่อทรงปฏิเสธ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ก็สบโอกาสที่จะยกกองทัพใหญ่มารุกรานกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงทรงยกกองทัพออกไปลองกำลังข้าศึก ครั้งนั้นสมเด็จพระสุริโยทัยทรงฉลองพระองค์อย่างพระมหาอุปราชตามเสด็จไปด้วยกองทัพไทยได้ปะทะกับกองทัพพระเจ้าแปร ซึ่งเป็นทัพหน้าของพม่าที่ทุ่งมะขามหย่อง ทางทิศตะวันตกของทุ่งภูเขาทอง เมื่อสมเด็จพระสุริโยทัยทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงชนช้างเสียทีพระเจ้าแปร ช้างพระที่นั่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิให้หลังข้างข้าศึก ทรงเกรงว่าพระบรมราชสวามีจะเป็นอันตราย จึงทรงไสช้างเข้าขวางไว้ ถูกพรเจ้าแปรฟันด้วยของ้าวสิ้นพระชนม์บนคอช้าง
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดให้เชิญพระศพมาไว้ที่พระตำหนักสวนหลวง เมื่อพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ยกกองทัพกลับไปแล้ว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงโปรดให้สร้างพระเมรุมาศขึ้นที่สวนหลวง พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสุริโยทัย ต่อมาโปรดให้สร้างพระเจดีย์ตรงที่พระราชทานเพลิงพระศพ พร้อมกับสถาปนาเป็นพระอารามขึ้น พระราชทานนามว่า “วัดสวนหลวงสบสวรรค์”
ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงตั้งกรมทหารขึ้นในบริเวณวังหลังและวัดสวนหลวงสบสวรรค์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ มีการรื้อถอนอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ปรักหักพังไปบ้างเหลือเพียงพระเจดีย์ใหญ่องค์เดียว เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมมีฐานล่างใหญ่ฐานชั้นที่ ๒ ซึ่งเป็นฐานรองรบเรือนธาตุ ลักษณะเป็นฐานย่อมุมไม้ยี่สิบ ส่วนเรือนธาตุและองค์พระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ตัวเรือนธาตุ มีซุ้มจรนัมยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน กลางสันหลังหลังคาของซุ้มจรนัมมีเจดีย์จำลองประดับอยู่ ซุ้มล่ะ ๑ องค์ ส่วนคอระฆังมีเสาหารรองรับและต่อด้วยยอดเจดีย์เป็นปล้องไฉน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เรียกว่า เจดีย์ศรีสุริโยทัย ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๕ โปรดให้สร้างพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระสุริยโยทัยใกล้บริเวณพระเจดีย์ศรีสุริยโยทัย เป็นจารึกข้อความสดุดีพระวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระสุโยทัย
พ.ศ. ๒๕๓๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กองบัญชาการทหารสูงสุดและกรมศิลปากรบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ศรีสุริโยทัยให้งดงาม เพื่อเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระสุริโยทัย ผู้ทรงพระคุณต่อชาติไทย และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พ.ศ. ๒๕๓๓ กรมศิลปากรได้เริ่มบูรณะองค์พระเจดีย์ให้มั่นคงและสวยงาม มีการฉาบปูนและปิดทองตลอดองค์ การบูรณะคราวนั้นได้พบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ในพระเจดีย์ลองทำด้วยหินคว็อทช์หรือหินเขี้ยวหนุมาน ทรงเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองพร้อมเครื่องพุทธรบูชาที่แกนฉัตรขององค์พระเจดีย์ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้สร้างพระพุทธปฏิมาประดิษฐ์ฐานภายในซุ้มเจดีย์ศรีสุริโยทัย เป็นพระพุทธรุปทรงเครื่องปางประทานพร (วรทมุทรา) ศิลปะแบบอยุธยาตอนกลาง และโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามว่า พระพุทธสุริโยทัยสิริกิตทีฆายุมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมา ณ โรงหล่อกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ และเมื่อการบูรณะแล้วเสร็จได้เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีสมโภชพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเกตุมาลาของพระพุทธปฏิมา เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔
พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย
ในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบ ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสุริโยทัยวีรกษัตรีผู้กล้าหาญแห่งกรุงศรีอยุธยา กองบัญชาการทหารสูงสุดมีโครงการสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ณ บริเวณทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าโปรกระหม่อมให้คุณไข่มุกด์ ชูโต เป็นผู้ออกแบบพระราชานุสาวรีย์ เป็นพระรูปหล่อสมเด็จพระสุริโยทัย ขนาด ๒ เท่าของพระองค์จริง ทรงฉลองพระองค์ชุดพระมหาอุปราชออกศึก ประทับบนคอพระคชาธาร พระหัตถ์ทั้งสองทรงถือพระแสงของ้าว บนพระคชาธารมีผู้ให้สัญญณทัพถือแพนหางนกยูง ที่ท้ายช้างมีควาญท้ายถือง้าวเตรียมต่อสู้ ส่วนที่เท้าช้างมีจตุลังคบาท ยืนถือดาบสองมือประจำทั้งสี่เท้าช้างในท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ ประดิษฐานบนฐานสูงเหนือเนินดิน ล้อมรอบด้วยอ่างเก็บน้ำ พระราชานุสาวรีย์นี้เกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ด้วยพระปรีชาญาณอันล้ำเลิศ และสายพระเนตรอันยาวไกล เพื่อให้พระราชานุสาวรีย์นี้เป็นอนุสรณ์สถานที่ยังประโยชน์แก่พสกนิกรได้อย่างอเนกอนันต์ เป็นทั้งสถานที่สวยงามร่มรื่นเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ และอำนวยประโยชน์แก่พื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ดังความตอนหนึ่งว่า
“...การสร้างพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระสุริโยทัยนัน มิใช่เพียงเพื่อสร้างเป็นอนุสรณ์สถานเท่านั้น อ่างเก็บน้ำที่มีความคิดจะสร้างเพื่อเสริมสร้างภูมิทัศน์ของพระราชานุสาวรีย์นั้น ต้องให้ได้ประโยชน์แก่ประชาชนให้ได้มากที่สุด ที่เก็บน้ำนี้ขอให้สามารถรับน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำทั้งสามสาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสักไว้ได้เพียงพอที่จะชะลอกั้นมิให้ไหลลงไปท่วมกรุงเทพฯ ได้และในขณะเดียวกัน น้ำที่เก็บไว้ในแหล่งที่ขุดลอกแล้วเหล่านี้จะสามารถระบายออกไปช่วยชาวไร่ชาวนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เมื่อยามที่เกิดความแห้งแล้งและขาดน้ำ...”
การดำเนินงานโครงการตามแนวพระราชดำริดังกล่าว เป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ณ ทุ่งมะขามหย่อง เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ และในวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๘ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีบวงสรวงสมเด็จพระสุริโยทัย ณ สถานที่ก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์ ที่ทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ทรงอุทิศพระองค์กอบกู้เอกราชของชาติ ทรงประกอบวีรกรรมทำศึกกับอริราชศัตรูตลอดพระชนมชีพ เพื่อปกป้องรักษาบ้านเมืองให้อาณาประชาราษฎร์ได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เมื่อสิ้นรัชกาลกรุงศรีอยุธยาปลอดจากอริราชศัตรูมาเป็นเวลายาวนานถึง ๑๖๐ ปี ในโอกาสที่ทรงครองราชสมบัติครบ ๔๐๐ ปี ในพุทธศักราช ๒๕๓๓ จึงควรสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้น ณ ทุ่งภูเขาทองอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นทุ่งประวัติศาสตร์ที่สมเด็จพระนเรศมหาราชทรงนำกองกำลังออกรบกับข้าศึกษาหลายครั้งหลายหน
กรมศิลปากรได้มอบหมายให้นายชิน ประสงค์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านประติมากรรม เป็นผู้ออกแบบพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศมหาราช มีลักษณะเป็นแบบจำลองเหตุการณ์ตอนทำสงครามกับพรเจ้าพงสาวดีนันทบุเรง ที่ยกทัพกษัตริย์ ๓ ทัพ มาตั้งล้อมกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๙ กองทัพพระเจ้าหงสาวดีตั้งค่ายหลวงที่ขนอนปากคูด้านทิศเหนือ กองทัพพระเจ้าตองอูตั้งที่ด้านตะวันออกของทุ่งชายเคือง ส่วนกองทัพพระมหาอุปราชาตั้งต่อจากทัพพระเจ้าตองอูลงมาทางใต้
พระเจ้าหงสาวดีตั้งค่ายล้อมพระนครศรีอยุธยาอยู่กว่าเดือน ให้กองทัพเข้าตีพระนครหลายครั้ง แต่ถูกทหารไทยป้องกันและตีกลับออกมาทุกครั้ง จนไม่อาจเข้าไปตั้งประชิดติดพระนครได้ ระหว่างนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงส่งทหารออกไปตีตัดเสบียงและยานพาหนะแบบกองโจรทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งเสด็จออกไปจู่โจมค่ายทัพหน้าของพระเจ้าพงสาวดี ข้าศึกไม่ทันรู้ตัว แตกพ่ายและถอยร่นไปถึงค่ายหลวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จลงจากม้าคาบพระแสงดาบนำทหารขึ้นปีนระเนียดจะเข้าค่ายพระจเหงสาวดี ถูกข้าศึกแทงตกลงมา ครั้นเมื่อข้าศึกล้อมกันเข้ามาจำนวนมาก จึงได้เสด็จกลับพระนคร พระแสงดาบที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ในวันนั้นได้ชื่อว่า “ พระแสงดาบคาบค่าย”
เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงทราบเรื่องที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำทหารเข้ารบด้วยพระองค์เองในครั้งนั้น จึงให้ลักไว้ทำมูนายทหารเอกคัดเลือกทหารฝีมือดีออกไปรักษาค่ายอยู่ในกองหน้า และทรงกำชับว่า ถ้าสมเด็จพระเรศวรมหาราชทรงยกหน่วยทหารออกไปซุ่มจะเข้าโจมตีค่ายพระเจ้าพงสาวดีอีก ลักไวทำมูจึงให้กองทหารทศซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษยกออกมารบล่อ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงทรงนำทหารม้าเข้ารบและรบติดพันเข้าไปจนถึงที่ทหารทศของพม่าซุ่มอยู่ ลักไวทำมูคุมทหารเข้าล้อมไว้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทาต่อสู้กับลักไวทำมูที่จะเข้ามาจับพระองค์เป็นสามารถ ไม่นานก็ทรงแทงลักไวทำมูด้วยพระแสงหอกถึงแก่ความตาย พวกทหารทศพม่าเข้ามาจะช่วยลักไวทำมู ก็ทรงฟันด้วยพระแสงดาบ ทหารพม่าจึงล้อมไว้ห่างๆกว่าชั่วโมงจนกระทั่งกองทหารเดินเท้าของไทยตามมาถึง จึงแก้ไขสมเด็จพระนเรศวรมหาราชออกจากที่ล้อมกลับไปได้
พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ ๕ เดือน ก็ตีกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ ทั้งไพร่พลก็เจ็บป่วยล้มตายลงไปทุกที ทรงท้อพระทัยจึงยกทัพกรุงหงสาวดี
หลังจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง เมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๗ แล้ว ได้ทรงสร้างความมั่นคงในด้านการป้องกันประเทศขึ้นใหม่ ต่อมาอีก ๓ ปี การทหารของกรุงศรีอยุธยาจึงเข็มแข็งขึ้นจนสามารถต้านทานการรุกรานของพระเจ้าหงสาวดี ในพ.ศ. ๒๑๓๐ ได้อย่างเด็ดขาด นับแต่นั้นมาอิสรภาพของประเทศไทยจึงอยู่ในฐานะมั่นคงอีกวาระหนึ่ง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางสิลาฤกษ์พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ทุ่งภูเขาทอง เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๑ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อวันศุกร์ที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|


